The Shining งานคลาสสิคในปี 1980 ของ แสตนลีย์ คูบริค

Moviebkkเมษายน 16, 2020

The Shining” งานคลาสสิคในปี 1980 ของ แสตนลีย์ คูบริค เป็นหนังในดวงใจเรื่องหนึ่งนะครับ เคยมองคราวแรกตอนเป็นเด็กนึกออกว่ามันน่าขนลุก คุ้นๆว่าจะเป็นหนังสยองขวัญหนังผีอะไรอย่างนั้น แต่ว่าพอใช้ได้มาดูอีกทีตอนโตแล้วจึงพบว่า “The Shining” เป็นมากกว่าหนังสยองขวัญธรรมดา เนื่องจากมันสามารถแปลความไปได้มากกว่านั้น

ผมไปอ่านพบมาที่ใดสักที่ (จำไม่ได้ขอรับ นานแล้ว) เขาพูดว่า “The Shining” สามารถตีความหมายได้อย่างหลากหลาย อีกทั้งในทางจิตวิเคราะห์ของคนที่ตกอยู่สถานการณ์สันโดษในสถานที่อันถูกทิ้งร้าง อีกทั้งในทางภาวการณ์ทางอารมณ์ของผู้เจ็บป่วยที่เสพติดหรือยึดติดกับอะไรสักอย่าง หรือในด้านความเกี่ยวเนื่องในครอบครัวระหว่าง ผัว-เมีย บิดา-ลูก อะไรทำนองนั้น ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับผม จำเป็นต้องชูความดีให้กับ แสตนลีย์ คูบริค ผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์บรมครูผู้ตาย และ สตีเฟน คิง เจ้าของงานเขียน


แม้กระนั้นสิ่งที่ผมถูกใจมากมายๆอีกอย่างใน “The Shining” ก็คือการควบคุมภาพของ จอห์น อัลคอทท์ Director of Photography ของหัวข้อนี้ อัลคอทท์ เป็นผู้กำกับภาพคู่บารมีของ คูบริค ครับผม หนังที่เป็นหมุดหมายหลักๆของ คูบริคหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น “2001: A Space Odyssey” (1968), “A Clockwork Orange” (1971), “Barry Lyndon” (1975) รวมถึง “The Shining” ก็ได้ อัลคอทท์ นี่แหละขอรับที่นั่งอยู่ข้างหลังเลนส์ให้ คูบริค การจับคู่กันของ คูบริค รวมทั้ง อัลคอทท์ นี่สร้างคุโณปการให้แวดวงภาพยนตร์มากมายเลยคะนะครับ รวมทั้งสิ่งที่ผู้มีอิทธิพลทั้งคู่คนได้ฝากเอาไว้ก็ส่งอิทธิพลให้กับนักสร้างภาพยนตร์รุ่นหลานรวมทั้งมีหน้าที่อยู่ในวัฒนธรรมร่วมยุคมาตลอดสี่สิบกว่าปีเลยขอรับ

ที่เอ๋ยถึง “The Shining” นั้นก็เนื่องจากว่า “Doctor Sleep” นั้นเป็นภาคต่อของ “The Shining” นั่นเอง สตีเฟน คิง ผู้ครอบครองคำประพันธ์ของทั้งคู่เรื่องเขียนเรื่องข้างหลังถ้าหากจากเรื่องแรก 36 ปี ด้วยเหตุว่าคิดสงสัยว่าภายหลังสถานะการณ์ที่รีสอร์ทโอเวอร์ลุคแล้ว ดินแดน ทอร์แรนซ์ จะเติบโตมาเป็นคนแบบไหนกันแน่ แล้วก็เรื่องราวภายหลังควรจะดำเนินไปในรูปรอยใด โน่นก็เลยเป็นสาเหตุของ “Doctor Sleep” ที่ดูแลโดย ไมค์ ฟลานาแกน ขอรับ

ฟลานาแกน นี่มึงชำนิชำนาญหนังสยองขวัญมากมาย เคยทำหนังทำนองนี้มาหลายเรื่อง เป็นต้นว่า “Before I Wake” (2016), “Ouija: Origin of Evil” (2016), “Before I Fall” (2017), “Gerald’s Game” (2017) แล้วก็ “The Haunting of Hill House” (2018) ซึ่ง ฟลานาแกน เองก็มีผู้กำกับภาพคู่บุญแบบที่ คูบริค มี อัลคอทท์ เช่นเดียวกัน DOP คู่ใจของฟลานาแกนเป็น ไมเคิล ไฟมอกสตรี ซึ่งสร้างภาพยนตร์ให้ฟลานาแกนหลายเรื่อง เรื่องที่ผมชูมาก่อนหน้านี่ก็เป็นฝีมือเอ็งดูเหมือนจะทั้งหมดนั่นแหละนะครับ

ดังนั้น เว้นแต่เป็นการสืบต่อเรื่องเล่าของ สตีเฟน คิง ให้จบครบถ้วนสมบูรณ์ แล้ว “Doctor Sleep” ก็ยังมองเหมือนจะเป็นงานไหว้อาจารย์ที่อีกทั้ง ฟลานาแกน และก็ ไฟมอกผู้หญิง มีต่อ แสตนลีย์ คูบริค และก็ จอห์น อัลคอทท์ อย่างไรแบบนั้นเลยนะครับ

เอาละ ต่อไปนี้มาดูที่ “Doctor Sleep” กันบ้าง

ผมมีความรู้สึกแล้วก็ข้อคิดเห็นที่…นับจนกระทั่งวันที่เขียนเนื้อหาบทความชิ้นนี้ ก็ยังเป็นความรู้สึกหรือความนึกคิดที่มากมายคละอยู่ครับผม มีทั้งๆที่ถูกใจและก็ทั้งๆที่ยังไม่มั่นใจว่ามันเป็นยังไง

 

เป็นผมรู้สึกถูกใจที่ ฟลานาแกน พาหนังไปสู่ชายแดนใหม่ๆของเรื่องเล่าเดิม (ใน “The Shining”) ซึ่งบันเทิงใจตื่นเต้น ตื่นเต้นดี แถมยังคงใช้เคล็ดวิธีสำหรับการสร้างความน่ากลัวชนิดเดียวกันกับที่ คูบริค ทำ โน่นเป็นการเบาๆสร้างบรรยากาศ อึมครึม อึดอัด ไม่กระตุกขวัญผู้ชมด้วยการตัดต่อแบบ Jump Scare (หรือที่พวกเราเรียกกันว่า “ตุ้งแช่” นั่นแหละ) แบบหนังสยองขวัญทั่วๆไปเลย กลับเบาๆปลุกความวุ่นวาย ก่อกวนในใจผู้ชมครั้งละนิดทีละน้อยๆ แตกต่างกันตรงเพียงแค่ว่าเรื่องเล่าใน “Doctor Sleep” นั้นมันไปไกลรวมทั้งชัดแจ้งมากมายว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่าง คนคนหนึ่ง (จริงๆสองคน) กับขั้นตอนหรือหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งไอ้ความกระจ่างอย่างนี้ล่ะครับผมที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างไรอย่างไรอยู่ จะกล่าวว่าถูกใจก็ถูกใจน้อยกว่า “The Shining” นิดเดียวเนื่องจากใน “The Shining” นั้น คุณสามารถดูมันในมุมไหนก็ได้ ตีความหมายได้นานัปการกว่า แม้กระนั้นกับ “Doctor Sleep” ที่จะต้องเล่าแบบมิติเดียวเพื่อเรื่องราวในหัวของ สตีเฟน คิง มีการคลี่คลายแล้วก็จบบริบูรณ์ (ซึ่งน่าจะเป็นความมุ่งมั่นแต่ก่อนของ คิง) มันก็เลยทำให้เหลี่ยมมุมต่างๆที่ควรจะสลับซับซ้อนกลับกลมกลึงขึ้นมา ดูแบบไม่ยึดติดกับของโบราณ “Doctor Sleep” ก็เกิดเรื่องเล่าที่บันเทิงใจ มีเชิงชั้น ตื่นเต้นดีเลิศเลยจ๊ะนะครับ ก็แค่ผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าที่ “The Shining” มันคลาสสิค ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นเนื่องจากว่าความไม่แน่ชัดของมันนั่นแหละ ส่วน “Doctor Sleep” นั้นบางทีอาจไม่ไปถึงขนาดนั้น แม้กระนั้นถ้าหากดูกันโดยความเป็นธรรมก็จัดว่าสนุกสนานเยอะพอควรล่ะขอรับ

อ๋อ! อันนี้ความคิดเห็นโดยส่วนตัวครับผม เป็นผมมอง ยวน แมคเกรเกอร์ สวมบทผู้มีพลังกำลังถ่ายทอดความรู้และก็ประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่อย่างนี้ทีไรแล้วอดระลึกถึง โอบี-วัน เคโนบี กำลังฝึกหัดพาดาวันอย่าง ลุค สกายวอลค์เกอร์ มิได้ทุกครั้งเลยขอรับ เพียงพอรู้สึกอย่างนี้ก็เลยรู้สึกยุกยิกในใจขึ้นมานิดเดียว มัวแต่สงสัยว่า แอบรา (นักแสดงที่เหมือนจะเป็นศิษย์) จะเข้าสู่ด้านมืดไหม…เซ็งเช่นเดียวกันขอรับที่ดันไปคิดแบบงั้น ฮ่าๆ

แต่ว่าสรุปว่า “Doctor Sleep” นั้นเป็นภาคต่อของ “The Shining” ที่จะต้องเล่าให้จบขอรับ แม้ว่าจะค่อนข้างจะสะอาดบริบูรณ์ ไปหน่อยกระทั่งไม่เหลืออะไรให้คิดต่อ แม้กระนั้นก็นับได้ว่าเป็นหนังที่มองสนุกสนาน ภาพสวย ตื่นเต้น และก็ได้อรรถรสเรื่องหนึ่งอย่างยิ่งจริงๆ ไม่อยากที่จะให้พลาดนะครับ

Read more